Archive for July, 2009

ครีมเปรมสินี ดาราสาวสวย

Wednesday, July 22nd, 2009

ครีม ขาว ว้าว อวบจริงๆ

อวบอิ่มทิ่มตาเหลือเกินจ้า…สำหรับดาราสาว ”ครีม” เปรมสินี รัตนโสภา ที่นานๆจะอวดความเซ็กซี่ให้เห็นกันสักที วันนี้เธอใจดี เลยงัดทีเด็ดมาอวดแบบเนื้อๆ เน้นๆ และ อะฮ้า! แม้จะได้ยลเพียงเนินๆ แต่ว่าหนุ่มๆ ก็อกสั่นหวั่นไหว ร่ำร้องจะให้หนูครีมงัดมาโชว์กันให้มากกว่านี้ ว่าแต่งานหน้าหนูครีมจะใจดี จัดให้! หรือเปล่าจ๊ะ

เต๋าสมชาย เข็มกลัด คดีโกตา

Tuesday, July 21st, 2009

เต๋า สมชาย เข็มกลัด

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งเป็นกำหนดการที่ พระเอกหนุ่ม ”เต๋า” สมชาย เข็มกลัด จะต้องเดินทางไปรับฟังคำพิจารณาสำนวนคดีจากอัยการจังหวัดลำปางว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง ในคดีทำร้ายร่างกาย ”โกตา” หรือ นายวีระชาติ เด่นสิริกุล อายุ 56 ปี เจ้าของร้านขายของชำ ในจังหวัดลำปาง ซึ่งผู้สื่อข่าวหลายสำนักต่างไปรอทำข่าวที่สำนักงานอัยการจังหวัดลำปาง

แต่ปรากฏว่า ”เต๋า-สมชาย” ได้ส่งเพียงทนายความส่วนตัว คือ ”นายรัฐพล พุทธรอด”  เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นางอัมพร บุตรคำ เจ้าหน้าที่ธุรการชำนาญงาน สำนักงานอัยการจังหวัดลำปาง แทน ทั้งนี้ ทนายความของพระเอกหนุ่ม ได้มาขอเลื่อนนัดฟ้องคำพิจารณาสำนวนของอัยการฯ ออกไปก่อนโดยให้เหตุผลว่า ”เต๋า” ติดงานการแสดงและงานด้านสังคม จึงไม่สามารถเดินทางมาได้ในวันนี้

 โดยก่อนหน้านี้ ”เต๋า” ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมให้มีการสอบพยานสำคัญของตนเพิ่มอีก 3 ปาก แต่ระบุชื่อ ที่อยู่พยานได้เพียง 2 ปาก พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จทั้ง 2 คนและส่งสำนวนให้อัยการเจ้าของคดีเรียบร้อยแล้ว โดยนัดให้ ”เต๋า” เดินทางมาฟังการพิจารณาสำนวนในวันที่ 10 มิ.ย.  แต่สุดท้าย ”เต๋า” ส่งทนายความมาขอเลื่อน ฟังการพิจารณาไปเป็นวันที่ 6 สิงหาคม 2552 แทน

    สำหรับการพิจารณาสำนวนคดีของอัยการฯยังไม่เปิดเผยว่า อัยการฯได้พิจารณาว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ ซึ่งหากผลออกมา ว่าอัยการมีความเห็นควรส่งฟ้อง ก็ต้องลุ้นว่าศาลใช้ดุลพินิจเห็นควรให้นำความผิดครั้งที่สองไปรวมกับครั้งแรกหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านั้น ”เต๋า” เคยมีคดีการทำร้ายร่างกาย ที่ จ.เชียงใหม่ และอยู่ระหว่างการภาคทัณฑ์ของศาลฯ ด้วย

ขบเปราะสาวๆวัยน่าขบเปราะ

Friday, July 17th, 2009


ขอเปราะจริงไหมฮี่ฮี่

ปอยฝ้ายมาลัยพร ข่าวลือว่าตายแล้ว

Friday, July 17th, 2009

ปอยฝ้าย มาลัยพร

ตกใจทั่วเมือง ข่าวลือ “ปอยฝ้าย มาลัยพร” เจ้าของบทเพลงดังพลุแตก “มันต้องถอน” นักร้องดังวงหมอลำเสียงอีสาน ผูกคอตายอับอายถูกจับยาบ้า ลือเป็นตุเป็นตะ ถูกจับ 200 เม็ด ทางวงต้องเอาเงิน 1 ล้าน ไปประกัน ด้าน “ทิดหลอด” ผู้จัดการวงยันยังไม่ตาย ตอนนี้ร้องเพลงอยู่ที่ฮ่องกง กลับวันนี้ (19 มิถุนายน) ระบุปีนี้ลือมาแล้ว 9 ครั้ง รับโทรศัพท์เป็นพันสาย เชื่อเป็นฝีมือปากหอยปากปู

          ขณะนี้ ในพื้นที่หลายจังหวัดของภาคอีสานมีข่าวลือสะพัดว่า นักร้องและตลกของวงดนตรีหมอลำเสียงอีสาน นายดวงจันทร์  มาลัย หรือ  “ปอยฝ้าย มาลัยพร” ขวัญใจชาวอีสานผู้โด่งดังจากเพลง “ตลกอกหัก” และ “มันต้องถอน” เสียชีวิตด้วยการผูกคอตาย เมื่อช่วงเที่ยงคืนวันที่ 18 มิถุนายน สาเหตุจากอับอายที่ถูกจับกุมคดียาบ้า

          ข่าวลือดังกล่าวได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น “ทอล์คออฟเดอะทาวน์ ” ประจำวัน ไม่ว่าไปที่ไหน จะมีแต่คนจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องนี้ พ่อค้าแม่ค้าต่างนั่งรอดูข่าวทางสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ยิ่งเวลาผ่านไปข่าวลือนี้ยิ่งกระจายวงกว้าง และเนื้อหาของประเด็นการเสียชีวิตก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ

          ภายหลังที่มีข่าวแพร่สะพัดออกไป ผู้สื่อข่าว คม ชัด ลึก ได้ตรวจสอบข้อมูลจากนายสมชัย  ปิดโตรา อายุ 49 ปี พ่อค้าขายส้มตำในตัวอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีข่าวแพร่สะพัดอย่างมาก โดยนายสมชัย กล่าวว่า ทราบข่าวนี้เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พูดกันปากต่อปากบอกว่า ปอยฝ้าย  มาลัยพร ผูกคอตาย เพราะถูกจับกุมในข้อหามียาบ้า ประมาณ 200 เม็ด จากนั้นคณะเสียงอีสานก็ได้นำเงิน 1 ล้านบาทไปประกันตัวออกมา ก็รอดูข่าวทางสื่อมวลชนมาตลอด ก็ไม่ปรากฏข่าวนี้แต่อย่างใด

          นายสมชัย กล่าวว่า ต่อมาในช่วงเช้าวันที่ 18 มิถุนายน 52 ก็ได้ยินข่าวจากพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดอุดรธานี ที่นำผักมาขายที่ตลาดสด อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ว่า ปอยฝ้ายผูกคอตาย ที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้า รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดต่างวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากปอยฝ้าย  เป็นขวัญใจ เป็นศิลปินที่เป็นที่รักของคนอีสาน เมื่อทราบข่าวต่างตกใจ และพยายามเช็คข่าวกันวุ่นวายไปหมด

          “หลังทราบข่าว ผมก็รีบไปที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ภายในเขตเทศบาลตำบลบ้านไผ่ เพื่อดูว่ามีข่าวปอยฝ้ายผูกคอตายหรือไม่ แต่ก็ไม่พบ เลยกลับมาเฝ้าดูข่าวทางโทรทัศน์ก็ไม่มี  ซึ่งได้เฝ้าติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และขอให้ทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น” นายสมชัยกล่าว

          ภายหลังข่าวลือได้แพร่สะพัดอย่างมาก ผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามจากนายมัยกิจ ฉิมหลวง หรือทิดหลอด ผู้จัดการวงดนตรีหมอลำลูกทุ่งเสียงอีสาน ซึ่งทันทีที่ถูกสอบถาม ก็ถึงกับหัวเราะ โดยบอกว่า มีคนโทรมาเป็นพันสายแล้ว

          ทิดหลอด บอกว่า ขอยืนยันว่า ปอยฝ้ายยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเดินสายการแสดงอยู่ที่วัดไทยในฮ่องกง โดยเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา และจะกลับมาประเทศไทยในวันที่ 19 มิถุนายน 52 นี้ เพื่อจะมาร่วมงานแสดงดนตรีในงานบวช วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งหากเขาเสียชีวิตก็ต้องมีข่าวออกมาแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเสียหายมาก ไปลือเป็นเรื่องเป็นราวทั้งที่ปอยฝ้ายไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่เคยถูกจับดำเนินคดีใดๆ

          “การปล่อยข่าวเช่นนี้เป็นพวกปากหอยปากปู ที่จะทำลายชื่อเสียงคณะหมอลำเสียงอีสาน โดยปีนี้ข่าวลือว่า ปอยฝ้ายตาย มีมา 9 ครั้งแล้ว นอกจากนี้ ศิลปินในวงคนอื่นๆ ก็มีข่าวว่าเสียชีวิตกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วน พฤติกรรมการปล่อยข่าวออกมาอย่างนี้ต้องเป็นพวกโรคจิต หากเราออกมาแก้ข่าวกับพวกโรคจิตที่ปล่อยข่าวมันก็ไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นจึงเลือกอยู่นิ่งๆ ทำงานไปเรื่อยๆ สังคมจะมองพวกเราเอง” ทิดหลอดกล่าว

          ทิดหลอด บอกอีกว่า ขอฝากถึงแฟนเพลงทุกคนว่า ศิลปินในคณะเสียงอีสานทุกคนยังอยู่สุขสบายดี และเดือนกรกฎาคมนี้ ศิลปินในคณะเสียงอีสานจะต้องอยู่ในห้องบันทึกเสียงของบริษัทท็อปไลน์ไดมอน จำกัด ทุกคน จึงขอให้พี่น้องแฟนเพลงสบายใจได้ และฝากอัลบั้มชุดใหม่ของศิลปินทุกคนในคณะเสียงอีสานที่เป็นแผ่นแท้เอาไว้ด้วย

เพชร สรภพ ลีละเมฆินทร์ แฟนสาวอ้อย ธิดารัตน์

Thursday, July 16th, 2009

 “เพชร” สึกแล้ว ก้มกราบพื้นขอโทษครอบครัวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมขอร้องพ่อให้ปล่อยตนไป พรั่งพรู อยู่กับพ่อไม่ได้จนเคยคิดฆ่าตัวตาย เจ้าตัวปัดไม่ตอบ ว่าสาเหตุเป็นเพราะรับเรื่องทางเพศของพ่อไม่ได้ใช่หรือเปล่า? แต่ยอมรับ เหตุผลหนึ่งคือเรื่องแม่ถูกพ่อทอดทิ้ง ยืนยันจะสร้างหุ่นแม่ให้สำเร็จ
       
       หลังจากตัดสินใจบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แม่ “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่วัดภาษี เอกมัย เป็นเวลา 15 วัน ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ เวลา 8.09 น. “เพชร สรภพ ลีละเมฆินทร์” ก็ครบกำหนดสึกเรียบร้อยแล้ว โดยมี “อ้อย ธิดารัตน์” แฟนสาว พร้อมแม่และยายของแฟนสาวเดินทางมาร่วมพิธีด้วย
       
       โดยภายหลังจากที่สึกแล้ว เจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงความรู้สึกว่า วันนี้รู้สึกดีใจที่บวชให้แม่สำเร็จ รับรู้ได้ว่าแม่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งพอพูดจบหนุ่มเพชรก็ก้มกราบที่พื้น เผย เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และขอโทษครอบครัวสำหรับทุกๆ อย่าง พร้อมยืนยันว่าคำขอโทษนี้ มันเป็นความรู้สึกของตนจริงๆ
       
       “วันนี้ลาสิกขาบทแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องวันที่ 13 มิ.ย. ผมเองก็ไม่ได้แจ้งใครเลย ก็ได้อยากจะให้ใครมารบกวน เราก็พยายามทำภารกิจสงฆ์ให้สำเร็จ พยายามนั่งสมาธิ นั่งวิปัสสนาให้จิตมาอยู่กับตัวเรามากที่สุด ความจริงผมตั้งใจจะบวชให้แม่ผึ้ง 15 วัน ตอนแรกผมเกือบจะทำไม่สำเร็จ แต่ถือว่าผมโชคดีมากที่ทั้งแม่(แม่แฟน)ทั้งยายก็พาผมมาอยู่ที่วัดที่นี่ก่อน แต่วันนี้เป็นวันที่ 18 ถือว่าสำเร็จ ยิ่งกว่าสำเร็จอีก ผมก็ดีใจ เพื่อที่จะได้ไม่มีใครมารบกวน เมื่อกี้ตอนที่พระท่านกำลังสวดมนต์อยู่ ก็รู้สึกได้ว่าแม่ผึ้งก็มาอยู่ด้วยแถวๆ นี้แหละ สังเกตว่าลมมา แล้วฝนก็ตกด้วย แต่พอผมออกมาข้างนอกฝนก็หยุด แม่คงรับทราบครับ”
       
       “ตอนนี้คงจะต้องมีสติมากขึ้น ก็ยอมรับว่าผมก็เสียความรู้สึกจากตรงนั้นเยอะ ต่อไปก็ยังไม่ได้คิดว่าจะยังไง เพราะผมไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามจะออกมาให้ข่าวอะไรบ้าง เพราะผมอยู่ในวัดก็ไม่ได้ดูอะไรเลย ต้องขอกลับไปเก็บข้อมูลนิดนึงว่าใครพูดอะไร พอดีช่วงที่ผมไปบิณฑบาตแฟนเพลงก็จะบอกว่าเป็นอย่างนี้นะๆ แต่ผมอยากดูด้วยตาตัวเองก่อนว่าเขาพูดอะไร ค่อยจะมาบอกพี่ๆ สื่อมวลชนอีกทีว่าจะทำยังไง เพราะอยากให้คุยกันทีเดียวจบ”
       
       “ผมรู้นะว่าอะไรเป็นอะไร เอาอย่างนี้ละกันความจริงเวลานี้ เราควรจะสงสารวิญญาณแม่พุ่มพวงบ้าง เอาเวลาที่เรามาทะเลาะกันมาคิดถึงแม่พุ่มพวงบ้างเถอะ ส่วนเรื่องคุณพ่อกับคุณน้า ผมก็ขอกราบตรงนี้เลยละกัน(พูดจบแล้วเจ้าตัวก็ก้มลงกราบที่พื้น) อยากจะบอกน้าๆ กับพ่อผมว่าถ้ายังถือว่าผมเป็นลูกเป็นหลานอยู่ ผมขอล่ะ ผมลาสิกขามาแล้ว ยังไงก็ปล่อยผมไปเถอะ อย่าให้ข่าวที่มันไม่ดีๆ สาดโคลนต่อกันเลยนะ และหวังว่าต่อจากนี้ไปทุกอย่างน่าจะจบ อยากให้นึกถึงดวงวิญญาณของแม่ผึ้งบ้าง”
       
       “ถือซะว่าเป็นการขอร้องจากผมละกัน 18 ปีที่ผ่านมาที่ผมอยู่กับพ่ออยู่กับญาติๆ ถ้าใครไม่ใช่ผมก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ผมพูดได้แค่นี้เพราะผมเองก็คงไม่มีหลักฐานไม่มีอะไร มาบอกว่าทำไมสาเหตุอะไรผมถึงอยู่ไม่ได้ แต่อยากจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ครับ มันไม่เชิงเรียกว่าการตัดขาด เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า ก็เหมือนที่ทุกคนเห็นในวีดีโอเทป ผมเสียใจมาก เรื่องประนีประนอมเป็นเรื่องของอนาคต ขอยังไม่พูดถึงดีกว่า”
       
       “ส่วนหุ่นของแม่ก็คงจะยึดตามที่ประชาชนโหวตมา ก็คงจะดำเนินการต่อไป เพราะใจผมเองก็ต้องการที่จะสร้างอยู่แล้ว เพราะคิดถึงแม่ และอยากจะสร้างให้เหมือนที่สุด นับจากนี้ไป 10-20 ปี มาเห็นหุ่นของแม่ผึ้ง ทุกคนก็จะได้ทราบเลยว่านี่แหละแม่ของผมเอง ความจริงผมคิดไว้แล้วล่ะ ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหน แต่ยังไงจะแจ้งอีกทีนึง แต่ที่ตอนแรกที่ยังไม่บอกกับทางญาติๆ เพราะอย่างที่รู้กันเนอะ บอกปุ๊บก็อย่างที่เห็น”
       
       ย้อนถึงสาเหตุที่ทำให้หลุดสำรวม ในวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่าเป็นเพราะทนไม่ได้ที่ลุงกับน้าสาวดูหมิ่นวิญญาณแม่พุ่มพวง ซึ่งทำให้ระเบิดความลับที่เก็บมายาวนาน เรื่องพ่อฆ่าแม่ ยายฆ่าแม่ น้าๆ ฆ่าแม่ ออกมา
       
       “ถ้าทุกคนได้ดูเทปวีดีโอตั้งแต่แรกจนจบโดยที่ไม่มีการตัดต่ออะไรเลย คงจะทราบกันดี แต่ยอมรับว่าวันนั้นที่ผมโมโหที่ผมระเบิดออกมาเพราะทางญาติๆ ผม เขาไปดูหมิ่นวิญญาณของแม่พุ่มพวง และไปดูหมิ่นท่านอุปัชฌาย์ผมที่พิษณุโลก ซึ่งเรื่องนี้ผมยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาดเลย ทั้ง 3 คนเลย(ลุง และน้าสาว) ดูถูกว่าแม่ผึ้งไม่มีจริง แล้วท่านอุปัชฌาย์ท่านก็บอกว่าตอนที่ผมไปบวชที่นั่น แม่ผึ้งก็ไปด้วย ทางน้าก็บอกว่าจะเป็นไปได้หรอ ท่านก็แก่แล้วคงจะเพ้อเจ้อ ผมก็เลยโมโหว่าอ้าว…แล้วทีคุณมาออกรายการแล้วบอกว่าดวงวิญญาณของแม่ผึ้งมาอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วตกลงมันคือยังไงกัน”
       
       “แล้วมาวันนี้ก็บอกว่าดวงวิญญาณแม่เข้าสิงวันนั้น ก็วันนั้นบอกไม่มีอยู่เลย แล้ววันนี้มาบอกว่าเข้าสิงก็ไม่รู้อะไรเป็นอะไร วันนั้นผมเสียใจเสียใจกับทุกๆ คนเลย แล้วภาพที่ทุกคนเห็นว่าพ่อจะเข้ามากอด แล้วผมไม่ให้กอดนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ เพราะพ่อพยายามเข้ามาด้วยคำพูดที่เชือดเฉือน ดูหมิ่นผมว่าที่บวชเพราะเรื่องธุรกิจใช่มั้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเสียใจที่สุด”
       
       “เป็นครั้งแรกที่ผมหลุดพูดเรื่องพ่อฆ่าแม่ ยายฆ่าแม่ ที่ผ่านมาผมเก็บความลับนี้มาตลอด 17-18 ปี ผมไม่เคยเอาออกมาพูดไม่เคยเอาออกมาอะไรเลย เพราะผมรักทุกคน ผมรักพ่อ ญาติๆ ผมรัก ก็เหมือนแม่ผึ้งน่ะ เขาก็รักทุกคนแต่เขาไม่มีโอกาสพูดเฉยๆ ตอนนั้นมีอะไรมาดลใจผมก็ไม่รู้ คือมันสุดที่จะทนแล้ว ผมเลยพูดคำนั้นออกมา แต่ถ้าย้อนเวลากลับได้ก็คงเก็บไว้ เพราะเชื่อว่าสักวันนึงความจริงมันก็ต้องออกมาอยู่แล้ว”
       
       “ตามความคิดเห็นผมนะ ก็แปลกตอนที่แม่ผึ้งเสีย 17 ปี ที่ผ่านมา อย่างที่ทุกคนเห็นว่าในวันที่ 13 มิ.ย. เป็นแต่อย่างนี้กัน ทะเลากัน คุยกันแต่เรื่องธุรกิจคุยแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ แม่ผึ้งเองก็คงจะต้องการกำลังใจตรงนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครมาสนใจ”
       
       “ทุกคนหาว่าผมเด็ก จะจำเรื่องราวได้ยังไง ตอนนั้นผมก็จำได้นะ ผมเป็นเด็กที่มีความจำดีด้วยแหละ ผมยอมรับตรงนั้นเลยว่าผมจำได้ แต่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพูดในสิ่งที่เราคิดเสมอไป ผมก็เลยเก็บเอาไว้ แล้วก็มีหลายๆ คนมาบอกครับ จากแฟนเพลงก็มี จากคนใกล้ตัวของแม่ผึ้งที่โรงพยาบาลก็มีด้วย สิ่งที่ผมพูดออกมาตรงนั้น มันต้องมีหลักฐานยืนยัน ไม่ได้พูดออกมาลอยๆ แน่นอน ใครจะมาเป่าหูผมไม่ได้แน่นอน เพราะผมเป็นคนชอบพิสูจน์ด้วยตัวเอง”
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะได้ฟังเทปเสียงของแม่พุ่มพวงตัดพ้อต่อว่าพ่อหรือเปล่า ถึงคิดที่จะออกสืบหาความจริงต่างๆ? กับเรื่องนี้เจ้าตัวชี้แจงว่า…
       
       “ชนวนตรงนั้น ตอนที่ผมออกไปจากบ้านแรกๆ นะครับ ตอนแรกผมไปหาทางน้าไก่ น้าไก่ก็บอกว่าดีแล้วที่เพชรมาหาน้า เพราะน้ารู้อยู่แล้วล่ะว่าเพชรต้องมา น้าก็เลยเอาซีดีมาให้อยากจะฟังมั้ย เพชรก็เลยถามว่าเป็นซีดีอะไร น้าก็บอกว่าเป็นซีดีที่แม่พุ่มพวงพูดไว้ครั้งสุดท้าย ก็เอามาเปิดให้ผมฟัง ผมฟังแล้วก็ร้องไห้เลย ผมก็ช้ำใจเลยว่าทำไมทุกๆ อย่างมันถึงเป็นแบบนี้ ก็เสียใจ แต่ก็ยังไม่ได้เชื่อไปเลยทีเดียว ช่วงนั้นคุณพ่อก็ออกข่าวมาเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าก็ตรงกับที่แม่พุ่มพวงพูดจิรงๆ พฤติกรรมหลายๆ อย่างมันก็ตรงกับที่แม่พุ่มพวงเขาพูด ดูดีๆ ทุกคนจะเห็นว่าเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว มันซ้ำกับวันนี้ แค่เปลี่ยนตัวละครแค่นั้นเอง”
       
       แจกแจงเหตุผล ที่น้าสาวปกปิดเรื่องที่ตนหนีออกจากบ้านเมื่อหลายปีก่อน ว่าหนีไปกับผู้หญิง ทั้งที่จริงอาศัยอยู่ที่บ้านกับน้าๆ ว่า….
       
       “ทางน้าบอกว่าไม่อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปคุยเรื่องมรดก เพราะ 17 ปีที่แล้วก็ทะเลาะกันเรื่องมรดก ตอนที่แม่ผึ้งเสียก็ทะเลาะกันเรื่องมรดก อะไรก็เงินๆๆ ผมก็ไม่รู้นะ แต่ทางน้าบอกมาอย่างนั้น ผมก็จำมาอย่างนั้น”
       
       “แต่การทำแบบนั้นมันทำให้เพชรดูไม่ดี พ่อก็เคยบอกไว้ว่าพ่อทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้ขัดไม่ได้อะไร พี่ๆ คิดดู 4-5 ปีมานี้ผมไม่ได้ออกสื่อผมไม่ได้อะไรเลยนะ ปล่อยให้ทุกคนมองผมไม่ดีก็ได้ แล้วแต่พ่อจะออกข่าวหรือจะทำอะไร แล้วทางโน้นก็มาหาว่าตั้งแต่ผมออกมาจากบ้าน มีแต่เรื่องๆ แต่ผมอยากจะบอกตรงนี้ว่าผมเองก็ไม่ได้วิ่งไปหาพี่ๆ นักข่าวมาให้สัมภาษณ์พ่อ มาให้สัมภาษณ์ตัวเอง แต่พ่อออกมาก่อนตลอด”
       
       “ตอนที่ผมออกเทปตอนอายุ 20 ปี เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ออกเทปอัลบั้มแรกของผม มันก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่พี่ๆ นักข่าวคงจะสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นยังไง ผมก็พูดความจริงออกไป ทางโน้นเขาก็โต้กลับมาอีก กลายเป็นโต้กันไปโต้กันมา เรื่องมันก็เลยไม่จบ”
       
       เผย ออกจากบ้านมา 4-5 ปี พ่อไม่เคยตามกลับบ้านอย่างจริงใจ ขนาดยายบุญธรรมโทร.ไปตามยังบ่ายเบี่ยง
       
       “ไม่เคยครับ ไม่เคยเลย เหมือนที่คุณยายบุญธรรมบอกว่าได้โทร.ไปบอกพ่อแล้วนะ แต่พ่อก็ผัดวันประกันพรุ่ง ทีนี้ยายก็อ้อนวอนเลยว่าให้มาหาผมหน่อย เพราะอยากให้ผมกับพ่อดีกัน แต่กลับกลายเป็นว่าพ่อพาแฟนใหม่เขามาด้วย ก็มาทะเลาะกันที่นั่น หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อไม่ได้เจอกัน เจอกันครั้งสุดท้ายที่รายการตีสิบ ผมก็พูดความจริงออกไป ซึ่งก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะดีขึ้นแล้ว คิดว่าทุกคนน่าจะเห็นภาพแล้ว และคงคิดว่าเราน่าจะดีกันแล้ว แต่จะบอกว่าผมก็เป็นของผมแบบนี้ ต่อหน้าสื่อลับหลังสื่อผมก็เป็นของผมแบบนี้ แต่ฝ่ายทางโน้นก็ไม่รู้นะ ต่อหน้าสื่อกับลับหลังสื่ออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ผมก็ไม่ทราบตรงนี้”
       
       ผู้สื่อข่าวย้อนถามถึงสาเหตุที่ทำให้หนีออกจากบ้านเมื่อหลายปีก่อน เจ้าตัวถึงกับมีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันทีพร้อมแจกแจงเหตุผลให้ฟังว่า เป็นเพราะเจออะไรไม่ดีมาเยอะ จนอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ทำให้อยู่กับพ่อไม่ได้ จนต้องหนีออกมาในที่สุด แต่พอผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ใช่เรื่องที่รับเรื่องทางเพศของพ่อไม่ได้ตามที่มีข่าวออกมาใช่หรือไม่ ก็ทำเอาเจ้าตัวถึงกับอึ้ง และปฏิเสธไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้…“ผมขอไม่พูดตรงนี้ดีกว่า แต่ว่ามันร้ายแรงมาก แต่ผมขอไม่พูด ถ้าพูดสังคมก็รับไม่ได้อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องมรดกครับ (มีข่าวว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเพศ?) (เงียบอึ้งไปครู่นึง) อืม..ขอไม่พูดดีกว่าครับ เอาไว้แถลงข่าวขอพูดทีเดียวดีกว่า”
       
       อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวตัวยืนกรานจะไม่ยอมกลับไปอยู่กับพ่ออีกแน่นอน และวิงวอนขอให้พ่อ รวมถึงญาติพี่น้อง ปล่อยตนไป ทั้งนี้หนุ่มเพชรยอมรับว่า การได้รู้ความจริงเรื่องแม่ และจากการถามกับคนที่อยู่โรงพยาบาล ว่าแม่ถูกกระทำอย่างไร ทำให้ ไม่สามารถจะอยู่กับพ่อ และญาติพี่น้องได้แล้วจริงๆ ซึ่งการได้มาอยู่กับครอบครัวของแฟนสาวตนก็มีความสุขดี เนื่องจากทุกคนให้ความเมตตา และเป็นไปไม่ได้ว่าจะโดนของ ที่สำคัญเพิ่งบวชมา ถ้าโดนของจริง คงบวชไม่ได้ แล้วที่บ้านแฟนก็เป็นบ้านที่อุปการะคนอื่น มีลูกบุญธรรมอยู่แล้ว ฉะนั้นคงไม่แปลกที่จะช่วยเหลือตน
       
       ทั้งนี้เจ้าตัวยังได้ชี้แจงเรื่องข่าวที่บอกว่า สมัยอยู่อเมริกาได้ผลาญสมบัติแม่กว่า 50 ล้านนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากอยู่เมืองนอกไม่ได้เสียค่าเล่าเรียน เป็นโรงเรียนที่เรียนฟรี อีกทั้งไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหรา ใช้เงินแค่วันละ 5 ดอลลาร์ เท่านั้นเอง ซึ่งคนที่อยู่ที่โน่นจะรู้ดีว่าตนใช้ชีวิตอย่างไร โดนอะไรบ้าง แต่ไม่อยากที่จะพูดถึงอดีตอีก ส่วนเรื่องมรดกก็ยังไม่เคยได้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นยังไง
       
       ส่วนวันข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องทำใจและอดทน เพราะเข้าใจดีว่าสังคมไทย ผู้ใหญ่ต้องถูกเสมอ แต่อยากให้เข้าใจ ว่าแต่ละคนเจอประสบการณ์ดีๆ แต่สำหรับตนไม่ใช่ ถ้าไปไหนคนจะมองก็คงต้องอดทน คงทำอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เจ้าตัวยอมรับว่า การที่ญาติพี่น้องทางฝั่งแม่ แถลงข่าวกราบขอโทษ มันทำให้ตนเหมือนโดนฆ่า ที่ทำให้ผู้ใหญ่ร้องไห้เสียใจ แต่ลึกๆ ก็อยากให้คนเข้าใจ

เวียร์เมาเหล้าแต่ แพนเค้กติงนัง

Wednesday, July 15th, 2009

เวียร์ รับ เมาหลับคารถ บอก ไม่เลิกเหล้า แต่จะกินระวังมากกว่านี้

แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์

“เวียร์” ก้มหน้ารับผิด เมาหลับคารถ จนตำรวจต้องหิ้วปีกไปนอนโรงพัก ปฏิเสธยืนฉี่กลางถนน ออกปากเข็ด แต่ไม่คิดเลิกกินเหล้า บอก ต่อไปจะกินอย่างระมัดระวังมากกว่านี้ เผย หวานใจ “แพนเค้ก” ติงอยากให้ดื่มน้อยลง ปัดเคลียร์ดีเจ “เชาเชา” ที่เป็นคนปล่อยข่าว รับสภาพเป็นความผิดของตัวเอง ไม่โทษใคร
       
       ทำเอาภาพลักษณ์เสียหายไปเยอะทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่มผิวเข้ม “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” ที่ตั้งแต่โดนเปิดเผยว่าไปเมาแอ๋หลับอยู่ข้างทาง แถมยังยืนฉี่กลางถนน ย่านนนทบุรี จนตำรวจต้องลากตัวไปนอนพักอยู่ที่โรงพัก สบโอกาสเจอตัวในงานบวงสรวงละครเรื่อง “พระจันทร์ลายพยัคฆ์” ที่ บริษัทโพลีพลัส หนุ่มเวียร์ก็ยอมรับโดยดีว่าดื่มมาจริง แต่ไม่ได้เมาจนถึงกับนอนข้างทาง ฉี่กลางถนนอย่างที่เป็นข่าว
       
       “จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากครับ ไปทำงานมา แล้วก็ดื่มนิดหน่อย แล้วก็รู้สึกว่าขับไม่ไหวเลยจอดรถนอน แล้วตื่นมาดันไปอยู่ที่โรงพัก เพราะว่ามีแท็กซี่เข้ามาช่วยครับ มีแท็กซี่เข้ามาโทร.หา เพราะกลัวว่าจะมีอันตราย ก็เลยให้ตำรวจมาช่วยขับรถให้ แล้วก็ไปส่งครับ”
       
       “จริงๆ ไม่ถึงขนาดเมาแล้วนอนข้างทางขนาดนั้นนะครับ คือพี่แท็กซี่เขาเล่าให้ฟัง บอกว่าเขาแค่เห็นผมนอนอยู่ที่รถ และตำรวจก็มาช่วยลากจากตรงที่ผมนอนไปนั่งข้างๆ เพื่อจะได้มาขับให้ และคนเห็นก็อาจจะคิดว่าผมไปนอนมากกว่า จริงๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ เขาก็บอกว่าดีแล้วที่เวียร์ไม่ขับต่อไป ไม่งั้นอาจจะเกิดอันตราย แล้วก็จริงๆ ต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยด้วยครับ”
       
       จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เจ้าตัวถูกมองว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นตัวอย่างของเยาวชน โดยหนุ่ม “เวียร์” ยืนยันว่าขอให้เอาแต่ส่วนดีไปเป็นตัวอย่างดีกว่า
       
       “คือจริงๆ ก็ไม่หรอกครับ เราควรจะมองในสิ่งที่ดีๆ มากกว่า อะไรดีก็เอาไปใช้ อะไรที่ไม่ดีก็อย่าเอาไปใช้แล้วกันครับ ก็อยากบอกทุกคนว่า ถ้าเหนื่อยหรือว่าดื่มมาก็อย่าขับรถนะครับ จอดนอนดีกว่า ก็จะได้ไม่เกิดอันตรายด้วย มันอันตรายด้วยครับ คือจริงๆ ผมจะไปจอดในปั๊ม แต่ว่าหาปั้มไม่เจอ ก็เลยจอดตรงนั้นดีกว่า แต่ยังโชคดีมากที่มีพี่ๆ เขามาคอยช่วย”
       
       “เรื่องปาร์ตี้จริงๆ ผมไปน้อยนะครับ แต่วันนั้นดันทำงานหนักมาด้วย ก็เลยอ่อนล้ามาก แต่ว่าปกติถ้ามีก็จะมีที่บ้านมากกว่าครับ”
       
       เผยว่าแฟนสาว “แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์” ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรมาก เพียงแต่เตือนว่าให้ดื่มน้อยๆ หน่อยเท่านั้น
       
       “น้องแพนเขาก็บอกว่าอยากให้ระวังตัวมากกว่านี้ แล้วพยายามทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นด้วย เพราะว่าก็ยังมีคนหลายคนที่เขาเป็นห่วงเรา เราก็โอเคครับ น้องแพนไม่ได้ห้ามไม่ให้ดื่มครับ แต่ว่าอยากให้น้อยๆ หน่อย ถ้าเกิดว่าเวลากินแต่ละครั้งไม่อยากให้กินเยอะน่ะครับ”
       
       “คุณแม่น้องแพนก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ คุณแม่ก็คงเข้าใจ ก็บอกว่าอยากให้ระวังตัวเอง เพราะเป็นห่วง ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เรียกไปคุยครับ ผู้ใหญ่ก็คงรู้แหละครับว่าคงไม่มีอะไรขนาดนั้นครับ ก็ไม่ได้ถึงกับมีมาตรการอะไรครับ ไม่ได้โดนคาดโทษครับ ต่อไปก็คงต้องปรับปรุงตัวนะครับ ก็คงจะไม่ให้เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นอีก ก็คงพยายามทำอะไรก็ให้อยู่ในที่ส่วนตัวมากกว่า เพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่นด้วยครับ”
       
       ส่วนกรณีที่ดีเจ “เชาเชา” เป็นคนเอาเรื่องนี้มาเปิดเผยเป็นคนแรกนั้น เจ้าตัวเผยว่าไม่ได้คิดจะเอาเรื่อง เพราะเป็นความผิดของตัวเอง และสารภาพว่าเข็ดแล้ว ต่อไปคงไม่ให้หนักขนาดนี้อีก
       
       “เรื่องพี่เชาเชา ก็ไม่ได้จะเอาเรื่องอะไรนะครับ ผมว่าก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นข่าวที่น่าสนใจ ผมก็เชื่อว่าผมไม่ได้งอนใคร แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ ก็แค่รู้สึกว่าตัวเองควรจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ ไม่ต้องเคลียร์ครับ ก็โทษตัวเองมากกว่า เพราะเราก็ผิดเอง”
       
       “เข็ดมั้ย จริงๆ ผมว่าข่าวดูรุนแรงนะ จริงๆ มันอาจจะไม่รุนแรงมากขนาดนั้น แต่ว่าก็เข็ดครับ ตอนนี้ก็พยายามดูแลตัวเองให้มากขึ้น ผมก็ไม่ได้สังสรรค์เยอะนะ แต่ทุกครั้งที่สังสรรค์จะมีปัญหาตลอดเลย ก็เลยพยายามงดดีกว่า ก็คงลด ละ เลิกครับ(หัวเราะ) คงต้องอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่เชิงจะไม่ยุ่งเกี่ยวหรอกครับ เหล้ามันเป็นเรื่องปกตินะครับ คือเรามนุษย์คนนึง ก็กินได้ แต่เราต้องรู้จักว่ากินประมาณไหนถึงพอ เพราะเราต้องเข้าสังคมอะไรบ้าง เล็กน้อยก็ต้องมีบ้างครับ แต่ไม่เอาแบบไร้สติแล้วครับ”

อั้มพัชราภายินดี ต๊อดมีแฟนใหม่

Tuesday, July 14th, 2009

อั้ม ยินดีนางเอก สึนามิ แฟนใหม่ ต๊อด

อั้ม ยินดีนางเอก สึนามิ แฟนใหม่ ต๊อด

อั้ม ยินดีนางเอก สึนามิ แฟนใหม่ ต๊อด

”อั้ม-พัชราภา” ยินดี ”ต๊อด-ศิณะ” พบรักใหม่กับนางเอกสึนามิ ”อะตอม-ชาตยา” หลังมีภาพทั้งสองควงกันไปหัวหิน ด้านผจก.ของนางเอกหนังหน้าใหม่เผย ดาราสาวคบกับไฮโซหนุ่มมาพักใหญ่แล้ว แต่ไม่ยอมให้บอกใครเพราะกลัวอั้มไม่พอใจ ฟุ้งเตรียมพาเข้าพบ ”คุณแดง-สุรางค์” ดันเป็นนางเอกช่อง 7 ป้องเด็กในสังกัดไม่ใช่มือที่สาม
ได้รับความสนใจไม่น้อย เมื่อสยามดาราได้นำเสนอภาพไฮโซหนุ่ม ”ต๊อด” ศิณะ อุ่นทรพันธุ์ ควงสาวหมวยหน้าตาดี กะหนุงกะหนิงในงานคอนเสิร์ตที่หัวหิน ชนิดที่ไม่แคร์นางเอกสาว ”อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ ที่หันไปสนิทไฮโซ ”โน้ต-กรวัฒน์” เลยสักนิด

 

เมื่อผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้เจอ ”อั้ม-พัชราภา” ในงานเปิดกล้องละครเรื่องพระจันทร์ลายพยัคฆ์  ที่บริษัท โพลีพลัส จึงได้ถามถึงภาพดังกล่าว ว่าได้ทราบมาก่อนหรือเปล่า และว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้นางเอกสาวทรงเสน่ห์กล่าวว่า ทราบเรื่องนี้มาก่อน กับตนเองนั้นไม่ได้รู้สึกหึงหวงแต่อย่างใด ก่อนทิ้งท้ายอย่างไร้เยื่อใยว่ายินดีถ้าต๊อดจะมีคนอื่น ก่อนรับสารภาพว่าตอนนี้ห่างกับไฮโซหนุ่มมาได้ประมาณ 1 อาทิตย์แล้ว
 
”คงเป็นเพื่อนเขามั้งคะ นักศึกษาคงไม่มี ถ้าเป็นนอกวงการอาจจะมีบ้าง ทราบอยู่แล้วค่ะ ว่าเขาไปเที่ยวหัวหินกัน แต่เราเองก็ไม่ได้ไม่หึงหวงอะไร ยินดีค่ะ เพราะเราคุยกันตั้งนานแล้วว่าถ้ามีก็ยินดีเลย แต่แค่ยังไม่มีกันแค่นั้นเอง ถ้าเป็นคนดีก็ดีค่ะ ไม่เสียใจค่ะเพราะเราก็ห่างกันมาสักพักแล้วประมาณ 1 อาทิตย์แล้ว”
 
จากนั้นจึงถามต่อจากคำตอบของนางเอกสาวที่ค่อนข้างมีทีท่าไร้เยื่อใยกับความสัมพันธ์ระหว่างตนกับไฮโซหนุ่ม เป็นเพราะหนุ่มคนสนิทคนใหม่อย่างโน้ตหรือเปล่า ซึ่งนางเอกคนดังยืนยันเสียงแข็งว่า ”ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น” ก่อนกล่าวเสริมว่า ”หลังจากวันที่อั้มให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับทั้งคู่ในวันนั้นก็ได้คุยกับทุกแล้ว เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร มันก็คงมีบ้างคนหนึ่งแต่ก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าเราไม่เลือกใครนะ ไม่ว่าใครก็ตามเป็นเพื่อนกันหมดทุกคน”
 
ระหว่างการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้ถามเกี่ยวกับหนุ่มสนิทเบอร์ล่าสุดของนางเอกสาว ”โน้ต” หลังจากมีภาพหลุดในปาร์ตี้คู่กับสาว ”จิ๊บ”  คีตภัทร อันติมานนท์ ซึ่งภาพที่ออกมานั้นทั้งคู่ค่อนข้างสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก กับเรื่องนี้นางเอกสาวกล่าวว่า
 
”เขาคงเป็นเพื่อนๆ กันมั้งคะ เพราะเขาบอกว่าไม่มีอะไร ไม่ได้คิดอะไร เราก็มีแซวบ้าง แต่เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร แต่อันนี้ก็ไม่ค่อยได้ถามเขามากมายอะไร ก่อนหน้านี้ก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน เพิ่งมารู้ตอนเป็นข่าวนี่แหละ กลัวมีปัญหากับจิ๊บไหม คงไม่กลัวมีปัญหาหรอกค่ะ เพราะเขาก็คงเป็นเพื่อนกันนานแล้ว คือโน้ตเขาเป็นคนที่จะคอยให้คำปรึษาตลอดเวลา เพื่อนๆ มีอะไร เขาเป็นคนโอเค นิสัยดี เพราะฉะนั้นใครๆ ก็อยากที่จะปรึษาเขา เพราะเขาให้คำปรึษาที่ดีมาก” ยืนยันข่าวลือที่ว่าตอนนี้หนุ่มโน้ตกำลังมาวินจนแซงหน้าต๊อดๆ ไปแล้ว ดาราสาวชี้แจงว่า ”ไม่มีใครมาวินทั้งนั้นค่ะ เป็นเพื่อนกันหมดทุกคน”
 
สำหรับใครที่อยากได้ใคร่รู้ว่าแท้จริงแล้วสาวคนในภาพที่ควงคู่กับต๊อดนั้นเป็นใครกันแน่ เนื่องจากภาพที่ออกมาก็เห็นหน้าไม่ชัดเจนเท่าใดหนัก ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้สืบทราบมาว่า ผู้หญิงในภาพไม่ใช่ใครที่ไหน เธอมีดีกรีเป็นถึงนางเอกภาพยนตร์เรื่อง สึนามิ และกระสือพัดปอบ ชื่อของเธอคือ ”อะตอม” ชาตยา วงษ์ไทย ทั้งนี้  อายุ 20 ปี ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปถึงผู้จัดการส่วนตัวของอะตอมเพื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างดาราสาวกับหนุ่มต๊อด ก็ได้รับการเปิดเผยว่า
 
”น้องอะตอมคบกับต๊อดในฐานะคนรู้ใจมาประมาณหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่อั้มกับต๊อดเขาเลิกรากัน คือก่อนที่อั้มจะบอกว่าพูดว่าห่างๆ เพราะก่อนหน้านี้อั้มเขาบอกนักข่าวไม่ชัดเจนว่าเลิกหรือไม่ แต่ช่วงนั้นน้องอะตอมกับต๊อดก็ได้ศึกษากัน  คือเขาเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว ตั้งแต่อั้มยังคบกับต๊อด พอต๊อดเขาห่างอั้ม ต๊อดก็เลยหันมาคุยกับอะตอมที่รู้ใจมากกว่า”
 
นอกจากนี้ ผู้จัดการส่วนตัวของอะตอมยังได้กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาน้องอะตอมไม่อยากเป็นข่าว แต่พอมีคนถ่ายภาพได้แบบนี้ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เนื่องจากทางพี่อั้มก็ชัดเจนในเรื่องของความสัมพันธ์กับต๊อดว่าได้ห่างกันไปแล้ว
 
”ที่ผ่านมาอะตอมขอร้องทุกคนมาว่าอย่าพูดเรื่องที่คบกับต๊อด เพราะเขายังเป็นดาราหน้าใหม่ และกลัวว่าอั้มจะเล่นงานเขา เพราะตอนนี้อะตอมก็มีโปรเจกต์ที่จะไปให้ ”คุณแดง” สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้ใหญ่ช่อง 7 ดูตัว เพื่อที่จะเซ็นสัญญาเป็นนางเอกของช่องนี้เหมือนกับอั้มเขาด้วย กลัวเดี๋ยวคนจะมาจับตามองอะไรแบบนี้ ตอนนี้พี่ก็เตือนๆ อะตอมว่าให้ระวังมากขึ้น เพราะเป็นข่าวกับต๊อดออกมาแบบนี้คนก็จะรู้จัก แต่อะตอมไม่ใช่มือที่สามแน่นอน” ผู้จัดการส่วนตัวอะตอมกล่าว